จอตาหลุดลอก
จอตาหลุดลอก
โดย นพ.ดิเรก ผาติกุลศิลา
จอตา (หรือ retina) เป็นผนังลูกตาชั้นในสุดที่อยู่บริเวณส่วนหลังของลูกตา ทำหน้าที่ในการรับภาพ หากมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับจอตาจะทำให้การมองเห็นลดลง ถ้าโรครุนแรงอาจถึงขั้นตาบอดได้ จอตาหลุดลอกเป็นโรคของจอตาที่พบได้บ่อย หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมโดยจักษุแพทย์อย่างทันท่วงทีอาจทำให้ตาบอดได้
จอตาหลุดลอก มี 3 ชนิด
1.จอตาหลุดลอกชนิดมีรูฉีกขาดของจอตา (rhegmatogenous retinal detachment) พบได้บ่อยที่สุด
2.จอตาหลุดลอกที่เกิดจากการดึงรั้งโดยพังผืดหรือวุ้นตา(tractional retinal detachment) เช่น เกิดจากการมีเบาหวานขึ้นตา หรือความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด เป็นต้น
3.จอตาหลุดลอกที่เกิดจากสารน้ำรั่วซึม (exudative retinal detachment) จากการอักเสบ หรือเนื้องอกของจอตาหรือผนังลูกตาชั้นคอรอยด์ เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงของจอตาหลุดลอกชนิดมีรูฉีกขาด
จอตาหลุดลอกชนิดมีรูฉีกขาด มีอัตราการเกิดประมาณ 1 ใน 10000 รายต่อปี ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดจอตาหลุดลอกชนิดมีรูฉีกขาด ได้แก่
1.อายุมากกว่า 40 ปี
2.สายตาสั้นมาก เช่น สั้นเกิน -6 ไดออฟเตอร์ (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าสั้น 600)
3.อุบัติเหตุต่อดวงตา ทั้งแบบที่ถูกกระทบกระแทกหรือถูกของมีคมทิ่มแทง
4.เคยผ่าตัดต้อกระจกมาก่อน
5.ตาข้างหนึ่งเคยเกิดจอตาหลุดลอกมาก่อน
อาการ
เมื่อเราอายุมากขึ้นมักมีการเสื่อมของวุ้นตา ทำให้เกิดตะกอนเป็นจุดหรือเป็นเส้นลอยไปมาเวลากลอกตา หรือบางรายมีอาการเห็นจุดหรือเส้นโค้งขนาดใหญ่ลอยไปมา เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แสดงถึงการมีวุ้นตาลอกออกมาจากจอตา ถ้าวุ้นตายังลอกจากจอตาไม่สมบูรณ์ มักมีอาการมองเห็นแสงคล้ายฟ้าแลบร่วมด้วย ประมาณร้อยละ 12-15 ของผู้ที่มีอาการดังกล่าว อาจมีวุ้นตาดึงจนทำให้จอตาฉีกขาดได้ (รูปที่ 1) บางรายที่จอตาฉีกขาดบริเวณที่มีเส้นเลือดของจอตาวิ่งผ่าน จะทำให้เกิดเลือดออกในวุ้นตา ทำให้เห็นเม็ดเลือดในวุ้นตาเป็นจุดดำๆ เล็กๆ เป็นจำนวนมากนับร้อยจุดลอยไปมา
เมื่อเกิดจอตาฉีกขาด บางรายจะเกิดจอตาหลุดลอกตามมา (รูปที่ 2) ทำให้มีอาการตามัวเหมือนมีม่านมาบัง และม่านดังกล่าวจะบังมากขึ้นเรื่อยจนกระทั่งมืดมิดหมด ภายในเวลาเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้
ดังนั้น ผู้ที่มีอาการมองเห็นจุดดำลอยไปมา และเห็นแสงฟ้าแลบ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์โดยเร็ว ถ้าพบมีจอตาฉีกขาดจะได้รีบรักษาด้วยแสงเลเซอร์ก่อนที่จะเกิดจอตาหลุดลอกรุนแรงตามมา
การตรวจตาโดยจักษุแพทย์
นอกจากการตรวจการมองเห็น ตรวจส่วนหน้าของตา และวัดความดันลูกตาแล้ว จะต้องมีการขยายม่านตาเพื่อตรวจจอตาอย่างละเอียด เพื่อตรวจดูว่ามีจอฉีกขาดหรือไม่
การขยายม่านตามักทำให้มีอาการตามัวประมาณ 4-6 ชั่วโมง ดังนั้นเวลาไปพบแพทย์จึงควรพาญาติไปด้วย ไม่ควรขับรถเองในช่วงเวลาดังกล่าว
การรักษา
ในรายที่มาพบแพทย์เร็วและพบมีเพียงจอตาฉีกขาด แพทย์มักแนะนำให้รักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือจี้ความเย็นบริเวณที่มีจอตาฉีกขาด แต่ในรายที่จอตาหลุดลอกแล้วการรักษาจะยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งมี 3 วิธีได้แก่
1.การฉีดแก๊สเข้าไปในน้ำวุ้นตาและยิงแสงเลเซอร์หรือจี้ความเย็น หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยนอนตะแคงให้แก๊สลอยไปปิดบริเวณที่จอตาฉีกขาด นานประมาณ 7-10 วัน วิธีนี้ทำไม่ยาก ได้ผลดี แต่ต้องอาศัยความร่วมมือขอผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ถ้าไม่ได้ผลต้องทำการผ่าตัดต่อไป
2.การผ่าตัดยางซิลิโคนหรือยางฟองน้ำที่ผนังลูกตาด้านนอก ร่วมกับการจี้ความเย็นรอบรูฉีกขาดของจอตา
3.การผ่าตัดวุ้นตา และใส่แก๊สหรือน้ำมันซิลิโคน ในรายที่ใส่แก๊ส ร่างกายจะดูดซึมแก๊สไปเอง ส่วนรายที่ใส่น้ำมันซิลิโคนจะต้องมาผ่าตัดซ้ำเพื่อเอานำมันซิลิโคนออกในภายหลัง
ผลการรักษา
จอตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและละเอียดอ่อนมาก แม้ได้รับการรักษาจนจอตาติดกลับคืนแล้ว การมองเห็นอาจไม่กลับคืนเป็นปกติดังเดิม โดยทั่วไปการรักษา มีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำให้จอตาติดกลับคืนประมาณ ร้อยละ 60-90 บางรายอาจต้องมีการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง และบางรายแม้จะได้รับการผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วก็อาจไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้
การป้องกัน
จะเห็นได้ว่าโรคจอตาหลุดลอกเป็นโรคที่ร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ดังนั้นผู้ที่มีอาการเห็นจุดดำหรือหยากไย่ลอยไปมา ร่วมกับการเห็นแสงฟ้าแลบ จึงควรรีบไปพบจักษุแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สายตาสั้นมาก เคยประสบอุบัติเหตุทางตา เคยผ่าตัดต้อกระจก และเคยมีจอตาหลุดลอกข้างหนึ่งมาก่อน
นอกจากนี้ควรสวมใส่แว่นตานิรภัยทุกครั้งที่ทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น ตอกตะปู ตัดหญ้า การสวมหมวกกันน็อคและคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อต้องขับขี่ยวดยานก็จะช่วยลดภยันตรายที่อาจเกิดกับดวงตาน่าถนอมของท่านได้
| < ย้อนกลับ |
|---|




